Linda Bradford Raschke เป็นเทรดเดอร์มืออาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปีในตลาดหุ้น ออปชั่น และฟิวเจอร์ส เธอเป็นที่รู้จักในฐานะเทรดเดอร์ผู้ทำงานหนักคนหนึ่ง

เธอเริ่มต้นอาชีพเป็น Floor Trader ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ที่ Pacific Stock Exchange และ Philadelphia Stock Exchange ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่การเทรด “บนโต๊ะคอม” ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับ Floor Trader หลายคน

ตั้งแต่ปี 1993 เธอได้เริ่มบริหารจัดการเงินไปพร้อมกับการเทรดบัญชีส่วนตัว

ปรัชญาและสไตล์การเทรดของ Linda Raschke

Linda เป็น Discretionary Trader

Linda ระบุว่าเธอเป็นเทรดเดอร์แบบตัดสินใจซื้อขายด้วยตัวเองมาโดยตลอด ถึงแม้เธอจะใช้เวลาหลายปีในการทดสอบแนวคิดและรูปแบบการเทรดมากมายกับ Steve Moore แต่ระบบที่เธอสร้างขึ้นมานั้น เธอใช้เป็นเพียง indicators ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจอีกที เนื่องจากเธอต้องการควบคุมการเทรดด้วยตัวเอง

ระบบที่ทดสอบมาเพื่อเอาไว้คาดการณ์ตลาด และช่วยให้เธอเข้าใจความเป็นไปได้ที่ตลาดจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด แต่เธอไม่เข้าหรือออกตามระบบเป๊ะ ๆ แต่ใช้เพื่อ Scalp ในทิศทางเดียวกับสัญญาณของระบบ

Linda ให้ความสำคัญกับ Failed Signals เธอเชื่อว่าบางครั้งอาจมีให้ความสำคัญมากกว่าสัญญาณเริ่มต้นเสียอีก เพราะมันทำให้เธอหลบการขาดทุนได้ทัน

ยกตัวอย่าง “Holy Grail” (รูปแบบการเทรดที่เธออธิบายไว้ในหนังสือ “Street Smarts”) คือการซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average) และคาดหวังการดีดตัวกลับขึ้น หากสัญญาณซื้อของ Holy Grail ล้มเหลว (ราคาไม่สามารถรักษาระดับเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ได้) เธอก็จะไม่มองหาสัญญาณซื้ออีก แต่จะมองหาการเทรดในฝั่ง Short แทน

เราเรียนรู้ได้มากขึ้นจากสัญญาณที่ใช้ไม่ได้ผล

Linda ใช้กลุยุทธ์การเทรดที่หลากหลาย ถึงแม้ Linda จะถือสถานะระยะยาว (อาจนานถึง 2-3 เดือน) แต่จะเสริมด้วยการ Scalping บ่อยครั้ง ยิ่งตลาดมีความผันผวนมาก หรือ “เส้น Intraday Line” ยาวเท่าไหร่ (หมายถึงการแกว่งตัวของราคาในระหว่างวัน) ก็ยิ่งสามารถ Scalp ในกรอบเวลาที่สั้นลงได้

สำหรับ S&P Futures เธอมีเวลาถือครองเฉลี่ยประมาณ 10 นาที แต่สำหรับ Nasdaq Futures เธออาจถือครองนาน 2 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น เพราะ Nasdaq มีแนวโน้มที่ชัดเจนกว่า S&P

Linda ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของราคา (Price Action) เหนือสิ่งอื่นใด

กว่า 90% ของสิ่งที่เธอทำนั้นอิงจากการเคลื่อนไหวของราคา เธอกล่าวว่า indicators ต่างๆ ถูกคำนวณมาจากราคา ดังนั้นการเคลื่อนไหวของราคาที่แท้จริงจะเป็น Lead indicator กว่าอันอื่นอยู่แล้ว

แค่ราคามีโมเมนตัมสูงสุดหรือต่ำสุดใหม่ โดยดูจาก High low ก็บ่งชี้ถึงการต่อเนื่องของแนวโน้มแล้ว เธอใช้ราคาและระดับ Pivot เป็นหลักในการเทรด เช่น การทดสอบราคาสูงสุด หรือราคาสูงสุดในรอบสองวัน หรือการย่อตัวกลับไปยังค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

Linda เชื่อว่าแนวคิดการเทรดที่เรียบง่ายทำงานได้ดีกว่าแนวคิดที่ซับซ้อน เธอยืนยันว่า การเข้าใจเพียงแค่รูปแบบ Bull Flag หรือ Bear Flag บนกราฟก็เพียงพอแล้ว เพราะรูปแบบเหล่านี้ให้ Risk/Reward ที่คุ้ม

การบริหารจัดการ Position และ Risk

คาดการณ์ทิศทางราคา ไม่ใช่ขนาด (Magnitude): เธอพยายามคาดการณ์ทิศทางของราคา แต่ไม่คาดการณ์ว่าราคาจะเคลื่อนที่ไปไกลแค่ไหน

เมื่อเข้าสถานะ Long และตลาดเริ่มแสดงโมเมนตัมขาขึ้น เธอจะสังเกต รูปแบบการต่อเนื่องระยะสั้น บนกราฟรายชั่วโมง เช่น Bull Flag หรือสามเหลี่ยม หรือ Pullback

วินาทีที่คุณเห็นตลาดย้อนกลับมามากกว่าที่ควรจะเป็น คุณต้องออกทันที หรือต้องหยุดพักรอดูสถานการณ์ก่อน

ในการเข้าซื้อ เธอจะเข้าซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว ถ้าเจอจุดซื้อที่ดีที่สุดที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ง่าย จากนั้นจะพยายามถือสถานะไว้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้และ แบ่งขายไปครึ่งหนึ่งเมื่อราคาขึ้นมา

เธอไม่เคยใช้กลยุทธ์การถัวเฉลี่ยต้นทุน (averaging into trades) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขาดทุน เธออธิบายว่าการถัวเฉลี่ยทำร้ายมากกว่าผลดีส่วนใหญ่ เพราะคนมักจะถัวเฉลี่ยหุ้นที่ขาดทุนแต่ไม่เพิ่มหุ้นเมื่อได้กำไร

การกำหนดจุดเสี่ยงเริ่มต้น (Initial Risk Point) / จุดตัดขาดทุน (Stops)

– สำหรับตลาดส่วนใหญ่ (ยกเว้นกาแฟหรือ S&P) เธอจะเสี่ยง 500 ดอลลาร์ต่อสัญญา

– สำหรับ S&P Futures: หากเป็นการ Scalp สั้น ๆ เพื่อเก็บ 2-4 จุด เธอจะเสี่ยง 3 จุด หากเป็น Position Trade ที่ยาวขึ้น เธอจะเสี่ยงได้ถึง 10 จุด

– สำหรับ Nasdaq Futures: เธออาจใช้ Stop Loss ถึง 100 จุด (มูลค่า 10,000 ดอลลาร์ต่อสัญญา) เพราะเธอเทรดในกรอบเวลาที่ยาวขึ้น

– การปรับ Stop Loss ขึ้นอยู่กับความผันผวนของตลาด หากตลาดแกว่งตัวรุนแรง ก็ต้องให้พื้นที่กับการแกว่งตัวของราคามากขึ้น

หลักการสำคัญ 4 (บวก 1) ประการสำหรับนักเทรด

1) วิธีการเทรดเริ่มต้น (Initial Trade Methodology) คือการตั้งค่า, indicators, และรูปแบบต่างๆ ที่ใช้ตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายที่ระดับราคาใดและเมื่อใด

2) การ Execution: เป็นส่วนที่ถูกมองข้ามมากที่สุด แต่มีผลต่อผลกำไรของคุณอย่างน้อย 50%

– คำถามสำคัญคือ: เมื่อไหร่ควรซื้อที่ราคาตลาด (market order)? เมื่อไหร่ควรกำหนดราคาเสนอซื้อ (limit order)?

– การใช้ Limit Order อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ แต่การใช้ Market Order ตลอดเวลาก็อาจทำให้เสียเงินมากเกินไป โดยเฉพาะในตลาดที่บางและอยู่ในกรอบ

– นอกจากนี้ ยังรวมถึงวิธีการปิดเทรด, การใช้ Stop, และการวาง Stop ไว้ทั้งสองฝั่ง (bracketing)

– เธอใช้ Market Order ประมาณ 90% แต่ก็มีเพื่อนที่แทบไม่เคยใช้เลย ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของการเทรด และ Timeframe ที่คุณใช้เทรด

3) การบริหารจัดการเงิน (Money Management)

– จำนวนเงินที่เสี่ยงหรือจุดวาง Stop

– การใช้ Leverage มากน้อยแค่ไหนและเมื่อใด

– Correlation ของสินทรัพย์ในพอร์ต

– การจัดการ Drawdown เช่นพอร์ตติดลบไป 10% (จะเพิ่มการเทรดหรือลดลง?)

4) จิตวิทยา (Psychology)

ไม่ใช่แค่เรื่อง “ไม่กล้ากดซื้อ” หรือ “เทรดมากเกินไป”  แต่เป็นเรื่องของการ รักษากำลังใจ, การป้องกันการหมดไฟ, การท้าทายตัวเองให้ก้าวไปอีกระดับ, และการรักษาสภาวะจิตใจไม่ให้คิดถึงตลาดมากเกินไป

รวมถึงการวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของตัวเอง เช่น การทำกำไรได้ในตอนเช้าแต่กลับเสียคืนในช่วงท้ายวัน

5) การจัดระเบียบและโครงสร้างของการเทรด (Organization and Structure)

การจดบันทึกตัวเลขตลาด

– การเก็บประวัติการเทรดและวิเคราะห์

– การจดบันทึกเป็นเหมือนพิธีกรรมสำหรับเธอ แม้จะไม่ค่อยได้กลับไปดู แต่การเขียนลงไปจะช่วยส่งข้อมูลไปยังสมองของเธอและสามารถเข้าถึงได้ในภายหลัง

คำแนะนำสำหรับนักเทรดใหม่

ศึกษารูปแบบกราฟพื้นฐาน

ไม่ต้องใช้ Indicator ที่ซับซ้อน เช่น Oscillators, Neural Nets และ Indicators แฟนซีต่างๆ

– เข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่อง Gap Theory, Trendlines, และ Continuation Patterns

– เข้าใจนิยามของแนวโน้มและหลักการของ Confirmation และ Non-Confirmation ที่ Dow นำเสนอ

– ศึกษาหนังสือของ Richard Schabacker, Robert Edwards & John Magee, John Murphy, H.M. Gartley, และ Richard D. Wyckoff เพื่อเข้าใจการสะสมและการกระจายของหุ้น, Springs และ Upthrusts, รวมถึง Volume Tendencies

ใช้ความอดทน: นักเทรดใหม่มักจะใช้เวลา 3 ปีแรกในการลองสิ่งต่าง ๆ และพบว่ามันไม่ได้ผล คุณต้องทดสอบสไตล์และตลาดที่แตกต่างกันมากมายจนกว่าจะพบสิ่งที่เหมาะกับคุณ

– การลงทุนเป็นการเดินทางตลอดชีวิต: สำหรับ Linda การเทรดเป็นเส้นทางที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

Source : https://lindaraschke.net/wp-content/uploads/2013/11/rituals.pdf

Leave a comment

Quote of the week

"People ask me what I do in the winter when there's no baseball. I'll tell you what I do. I stare out the window and wait for spring."

~ Rogers Hornsby