Dr. Brett Steenbarger นักจิตวิทยาคลินิกและโค้ชกับเทรดเดอร์ชั้นนำและเฮดจ์ฟันด์ ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้จิตวิทยาเชิงบวกกับการเทรด
โดยเน้นย้ำถึง “แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของเทรดเดอร์มืออาชีพ”

การเทรดคือกิจกรรมที่เน้นประสิทธิภาพ (Performance Activity)
Dr. Bratt เน้นย้ำว่าการเทรดเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ประสิทธิภาพ เหมือนกับการเล่นกีฬาหรือการแสดง
ความเชี่ยวชาญในการเทรดคือกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยต้องใช้พรสวรรค์ การสร้างทักษะ และการใช้จิตวิทยาหรือกรอบความคิดของเรา
- ความสำเร็จไม่ได้มาจากแค่รูปแบบ (patterns) หรือกลยุทธ์: หากความสำเร็จในการเทรดเป็นเพียงแค่การทำตามรูปแบบกราฟหรือแนวคิดในตลาด ความสำเร็จระดับสูงจะสามารถทำซ้ำได้โดยใครก็ได้ แต่ความจริงคือ แนวคิดการเทรดที่แตกต่างกันจะทำงานได้ดีในตลาดที่แตกต่างกัน เฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ใช้ระบบการเทรดเดียวตลอดเวลา แต่จะมีการปรับเปลี่ยนระบบตามสภาพตลาด เช่น เมื่อความผันผวนเพิ่มขึ้นหรือลดลง
- ความสำเร็จอยู่ที่ ‘วิธีที่เรานำไปใช้’ (how we implement) เช่นเดียวกับทีมบาสเก็ตบอลที่มีกลยุทธ์ แต่ความสำเร็จมาจากการเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมและวิธีนำไปใช้กับคู่ต่อสู้ในสถานการณ์ต่างๆ การพัฒนาความเชี่ยวชาญต้องใช้เวลาและต้องผ่านกระบวนการ เช่น การทำงานกับที่ปรึกษา การฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง
- ปัญหาหลักของเทรดเดอร์รายย่อย: หลายคนต้องการทำเงินทันทีและรับความเสี่ยงเร็วเกินไปก่อนที่จะผ่านกระบวนการพัฒนาความเชี่ยวชาญ พวกเขาคิดว่ามี ‘กลยุทธ์’ ที่ควรใช้ แต่ยังไม่ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญในการใช้กลยุทธ์เหล่านั้น และจะขาดทุนและหงุดหงิดในที่สุด
- ความแตกต่างระหว่างเทรดเดอร์มืออาชีพกับผู้เริ่มต้น: เทรดเดอร์มืออาชีพที่ Dr. Bratt ทำงานด้วยในเฮดจ์ฟันด์ที่บริหารเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ไม่เคยพูดถึงปัญหาด้านวินัยหรือการเทรดแบบใช้อารมณ์เลย
จิตวิทยาการเทรดสำหรับพวกเขาคือ การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้สภาวะของการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน
ส่วนประกอบของจิตวิทยาการเทรดเชิงบวก (Positive Trading Psychology)

1) การมุ่งเน้นที่วิธีแก้ปัญหา (Solution Focus):
– เทรดเดอร์มักจะทบทวนประสิทธิภาพโดยเน้นที่ข้อผิดพลาดและพยายามแก้ไขสิ่งที่ทำผิด
– สิ่งที่พวกเขาไม่สนใจคือ ความสำเร็จ ของตนเอง
– การทำงานให้ดีที่สุด เราต้องระบุว่าเราทำอะไรได้ดีที่สุด และทำได้โดยการ ศึกษาความสำเร็จ ของตัวเอง
2) การสร้างวิสัยทัศน์ (Creating Visions)
– ทีมงานที่ Dr. Bratt ทำงานด้วยไม่ได้แค่ตั้งเป้าหมาย แต่ สร้างวิสัยทัศน์
– พวกเขามีแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการพัฒนาในระยะยาว ไม่ใช่แค่มุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของตลาดครั้งต่อไป
3) การทบทวนแบบต่อเนื่องและการฝึกฝนอย่างมีแบบแผน (Dynamic Review & Deliberate Practice):
– การพัฒนาความเชี่ยวชาญคือการฝึกฝนอย่างมีแบบแผน >> ลงมือทำ, ทบทวนผลงาน (ระบุว่าทำได้ดีหรือไม่ดี), ปรับเปลี่ยน, แล้วลงมือทำใหม่
4) การทำงานเป็นทีม เป็นสิ่งสำคัญ:
– ในการทำงานของเทรดเดอร์มืออาชีพ ไม่มีใครเทรดคนเดียว พวกเขาทบทวนประสิทธิภาพร่วมกัน ทำให้กระบวนการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหลายเท่า
– ทีมที่มีประสิทธิภาพต้องการความคล้ายคลึงกันในบุคลิกภาพและการสื่อสาร แต่ต้องการ พรสวรรค์และทักษะที่เสริมกัน เพื่อให้แต่ละคนได้เรียนรู้จากจุดแข็งของผู้อื่น
การประเมินจุดแข็งของตนเอง (Strengths)
Dr. Bratt แนะนำให้ประเมินจุดแข็งของตนเองโดยใช้หมวดหมู่จากงานวิจัยทางจิตวิทยา 6 หมวดหมู่หลัก โดยแต่ละหมวดหมู่มีจุดแข็งหลัก 3 ประการ

หมวดหมู่จุดแข็ง
1.ปัญญา (Wisdom): ความคิดสร้างสรรค์, ความอยากรู้อยากเห็นทางปัญญา, ความรักในการเรียนรู้
2.ความกล้าหาญ (Courage): การรับความเสี่ยง, ความกล้าหาญ, ความซื่อสัตย์, ความเพียร
3.มนุษยธรรม (Humanity): ความเมตตา, ความรัก, ความฉลาดทางสังคม
4.ความยุติธรรม (Justice): ความเป็นธรรม, การเป็นผู้นำ, การทำงานเป็นทีม
5.ความพอประมาณ (Temperance): ความถ่อมตน, การควบคุมตนเอง, ความรอบคอบ
6.ความเป็นเลิศทางจิตวิญญาณ (Transcendence): ความกตัญญู, จิตวิญญาณ, ความหวังในอนาคต
จุดแข็งแฝง (Latent Strengths): จุดแข็งที่รองลงมา (ลำดับ 4-6) ที่เราจะใช้เมื่อจุดแข็งพื้นฐานของเราไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ การเติบโตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักมาจากการดึงจุดแข็งแฝงเหล่านี้มาใช้
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของเทรดเดอร์มืออาชีพ (Best Practices of Professional Traders)
1. การปรับกระบวนการและจุดแข็งให้สอดคล้องกัน (Alignment of Processes and Strengths)

- การสร้างแนวคิด (Idea Generation): เทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดมีวิธีหาโอกาสที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของตนเอง เช่น เทรดเดอร์ที่ชอบพูดคุยกับผู้คนจำนวนมาก จะรวบรวมข้อมูลจากบทสนทนาและสร้างฐานข้อมูลเพื่อระบุโอกาส
- การจัดโครงสร้างและการจัดการการเทรด (Trade Structuring and Management): มีวิธีที่แตกต่างกันในการจัดโครงสร้างการเทรด เช่น ผ่านโครงสร้างออปชั่น หรือในรูปแบบ Correlation (ซื้อสินทรัพย์หนึ่งและขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง)
- การปรับปรุงการเทรด (Trade Updating): ปรับปรุงความน่าจะเป็นของเทรดอย่างต่อเนื่องเมื่อตลาดกำลังเคลื่อนไหว การปรับ Position size แบบไดนามิก (dynamic sizing) เมื่อแนวคิดกำลังทำงานได้ดี คือสิ่งสำคัญที่นำไปสู่ผลกำไร
- การทำงานเป็นทีมในการเทรด: ในขั้นตอนของการจัดโครงสร้างและการปรับปรุงการเทรด การรับข้อมูลจากภายนอกมากเกินไปอาจทำให้ไขว้เขวได้ อย่างไรก็ตาม บางครั้งการได้รับข้อมูลอัพเดตจากสมาชิกในทีมเกี่ยวกับตลาดที่เกี่ยวข้อง หรือข่าวสารที่อาจส่งผลต่อการประเมินเทรดก็มีประโยชน์
- การทบทวนหลังการดำเนินการ (After Action Reviews): การใช้จุดแข็งในการทบทวนประสิทธิภาพและเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น
2. การมุ่งเน้น (Focus)

- การรักษา “สภาวะ flow” ซึ่งคือสภาวะที่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้ต่อเนื่อง
- การพักผ่อนตามช่วงเวลาที่เหมาะสมช่วยฟื้นฟูจิตใจ
- การทำงานที่แตกต่างกันในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อไม่ให้สมองทำงานหนักเกินไปในโหมดใดโหมดหนึ่ง
- สภาพร่างกายที่ดี (การนอนหลับ ออกกำลังกาย) ส่งผลต่อประสิทธิภาพ
- การฝึกสมองเพื่อการเทรด (Training Our Brains for Better Trading) สามารถฝึกเทคนิคต่างๆ เพื่อเพิ่มสมาธิและคุณภาพของการจดจ่อ.
- การสร้างความท้าทาย (Creating Challenges) งานที่ง่ายเกินไปหรือยากเกินไปจะทำให้สภาวะลื่นไหลหายไป เทรดเดอร์ที่เก่งจะมองหาสิ่งใหม่ๆ และวิธีเทรดที่แตกต่างกันอยู่เสมอเพื่อสร้างความท้าทาย
- การมีความสุข (Having Fun) การทำงานเป็นทีมที่สนุกสนานช่วยสร้างความร่วมมือและทำให้การทำงานเพลิดเพลิน
3. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

- เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จทุกคนทำสิ่งที่ ไม่เหมือนใคร
- การหาโอกาสที่ไม่เหมือนใคร เช่น การเฝ้าดูชุดข้อมูลใหม่ๆ หรือใช้แอปพลิเคชัน AI วิเคราะห์ภาษาในรายงานข่าว
- การประมวลผลข้อมูลที่ไม่เหมือนใคร ทีมงานจะใช้จุดแข็งของแต่ละคนในการประมวลผลข้อมูลในหลายรูปแบบ (ภาพ, การอภิปราย, รายงาน)
- Networking for Creativity) พูดคุยกับผู้คนที่จุดแข็งต่างกันเพื่อสร้างแนวคิดใหม่ๆ
- การระดมสมองเชิงบวก (Positive Brainstorming): เมื่อแต่ละคนได้ศึกษาและวิจัยมาแล้ว จากนั้นมารวมตัวกันเพื่อแบ่งปันข้อสรุป
- การแบ่งปันการทบทวนการเทรด: เรียนรู้จากวิธีที่ผู้อื่นปรับปรุงการเทรด
4. การปรับ Position sizing

- การรู้จักบุคลิกภาพความเสี่ยงของตัวเอง (Risk Personality): ผู้ที่ชอบความเสี่ยง (extroverted) มักจะเน้นผลตอบแทนสัมบูรณ์ ในขณะที่ผู้ที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยง (introverted) มักจะเน้นผลตอบแทนที่ปรับความเสี่ยงแล้ว (risk-adjusted returns)
- การปรับปรุง Risk/Reward อย่างต่อเนื่อง: เมื่อเทรดดำเนินไป เทรดเดอร์จะอัพเดตความน่าจะเป็นของเทรดอย่างต่อเนื่อง
- การเข้าเทรดแบบ Selective (Selectively Aggressive): เมื่อตลาดกำลังเป็นไปตามที่คาด เทรดเดอร์จะเพิ่มขนาดตำแหน่ง เช่น การใช้ตัวชี้วัดความกว้างของตลาด (market breadth) เพื่อยืนยันว่าแนวโน้มกำลังดำเนินไปจริง
- การทำกำไร (Selective Profit Taking): หากสภาวะตลาดหรือรูปแบบเปลี่ยนแปลงไป เทรดเดอร์จะรีบทำกำไร
5. ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being)

- ความสุขหรือความสนุก (Happiness or fun)
- ความสมหวังหรือจุดมุ่งหมาย (Fulfillment or purpose)
- ร่างกายแข็งแรง (Physical well-being)
- ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ (Quality relationships) การมีสิ่งต่างๆ ในชีวิตที่สำคัญกว่าการเทรดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในช่วงที่ผลงานตกต่ำ เราจะมีบางสิ่งที่มีความหมายที่สามารถยึดเหนี่ยวได้
6. การปรับตัวเข้ากับสภาวะตลาด (Adapting to Market Conditions)

- การศึกษาความสำเร็จในตลาดและสภาวะตลาดที่หลากหลาย: ไม่ใช่แค่ศึกษาประสิทธิภาพโดยรวม แต่ศึกษาว่าอะไรที่ได้ผลดีในตลาดและสภาวะที่แตกต่างกัน (ตลาดกระทิง, ตลาดหมี, ตลาดผันผวนต่ำ)
- การมีตัวเลือกให้ปรับเปลี่ยนการเทรด: ไม่ได้มีกระบวนการเทรดเดียวที่ใช้ตลอดเวลา
- การเฝ้าระวังความผันผวนและความสัมพันธ์ (Volatility and Correlation): เฮดจ์ฟันด์จะติดตามความผันผวน (การเคลื่อนไหวของราคา) และความสัมพันธ์ (สินทรัพย์เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่) อย่างใกล้ชิด
- การระบุสภาพแวดล้อมและการปรับตัว: เหมือนนักบินที่ต้องตรวจสอบสภาพอากาศก่อนบิน
คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น (Advice for Beginners)

– หาเพื่อนร่วมเทรด (Trading Buddy): เริ่มต้นจากการหาเพื่อนร่วมเทรดเพียงคนเดียว ต้องเป็นผู้ให้ไม่ใช่แค่ผู้รับ มีประสบการณ์ที่สามารถสอนเราได้ และเราก็มีประสบการณ์สอนเขาได้ คล้ายคลึงกันในบุคลิกภาพ แต่อาจมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
– ปรับปรุงทีละขั้นตอน (One Improvement at a Time): หากพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างพร้อมกัน จะทำให้หงุดหงิดและสับสน ให้ทบทวนประสิทธิภาพและระบุสิ่งที่ได้ผลดีจริงๆ เพียงอย่างเดียวที่ต้องการปรับปรุง และทำสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ
Dr. Bratt ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจว่าการเทรดเป็นทักษะที่ต้องใช้การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจิตวิทยาการเทรดที่แท้จริงคือการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่การจัดการกับอารมณ์ด้านลบ
Source : https://www.youtube.com/live/vFTvNcxcyzY?si=gkLBEUOhBgUZGWPW


Leave a comment