Scot1land ได้นำเสนอแนวคิดเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาและปรับปรุงระบบการเทรดของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดเรื่อง “Icarus to Atlas” ซึ่งเป็นการมองตลาดเสมือนการประมูลสินค้า

ภูมิหลังและการพัฒนาสไตล์การเทรดของ Scot1land
Scot1land เริ่มสนใจการเทรดตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยในช่วงยุคอินเทอร์เน็ตดอทคอม ซึ่งเป็นช่วงที่การทำกำไรจากการเทรดทำได้ง่ายมาก เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักเทรดแบบ Breakout (ซื้อเมื่อราคาพุ่งทะลุแนวต้าน) แต่หลังจากนั้นก็พบว่ากลยุทธ์นี้ไม่สามารถใช้ได้ผลดีเสมอไป เขาจึงเริ่มพัฒนา “ระบบ” การเทรดของตัวเองขึ้นมา
ปรัชญาการเทรดของ Scot1land เน้นที่ “Price is all that matters” (ราคาคือทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้) เขามองหาจุดเข้าซื้อที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดได้เมื่อหุ้นกำลังจะขึ้น และพยายามรักษาสถานะการเทรดเพื่อเกาะเทรนด์ของหุ้นไปเรื่อยๆ
กลยุทธ์การเทรดหลัก: Slingshot และ Fish Hook
กลยุทธ์การเทรดของ Scot1and มี 2 ท่าหลักๆ คือ Slingshot และ Fish hook

1) Slingshot (การซื้อแบบ Pullback หรือการย่อตัว)

– วัตถุประสงค์: เพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อแบบ Breakout ที่มักจะโดนเทขายกลับ (fade) หรือเกิดการลื่นไหลของราคา (slippage)
– กลยุทธ์: เขาใช้ Moving Averages (MA) ของราคาสูงสุด (Highs) โดยมองหา “Fresh Signal” ที่ราคาได้กลับมาอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของราคาสูงสุด 4 วันล่าสุด ซึ่งบ่งชี้ถึงการกลับมาของเทรนด์
– แนวคิด: เป็นการซื้อ “ความแข็งแกร่งหลังจากความอ่อนแอ” (Strength after Weakness) ซึ่งช่วยให้เข้าซื้อได้ในจุดที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
– ตัวอย่าง: หุ้น PI และ AMAT แสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิด Slingshot หุ้นสามารถวิ่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่องจากการเข้าซื้อในจุดที่ราคายังคงแคบ หุ้น ROKU ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง Scot1land ยังเน้นย้ำว่าไม่ใช่ทุกการทะลุเหนือ 4 EMA จะเป็น Slingshot แต่ต้องมีการย่อตัวมาก่อน

2) Fish Hook (การซื้อหุ้น Gap-Up หรือหุ้นที่เปิดกระโดด)

– วัตถุประสงค์: เพื่อเทรดหุ้นที่เปิดกระโดดขึ้นสูงจากข่าวสำคัญ (Episodic Pivot) โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงสูงจากการไล่ซื้อ
– กลยุทธ์: Scot1land ต้องการเห็นหุ้น “Retake” กลับขึ้นมาซื้อขายเหนือระดับราคาปิดของวันแรก (Day 1 Close) หรือระดับราคาสำคัญที่บ่งชี้ว่าโมเมนตัมเริ่มต้นนั้นเป็นของจริง

– แนวคิด: หลังจากที่หุ้นเปิดกระโดด มักจะมีการทำกำไรออกมาในช่วงแรก แต่หากหุ้นสามารถกลับขึ้นมาซื้อขายเหนือระดับสำคัญได้ แสดงว่ามีแรงซื้อที่แข็งแกร่ง
– ตัวอย่าง: หุ้น ARM, Reddit, และ AVAV เป็นตัวอย่างที่ดีของ Fish Hook ที่มีการปรับฐานเล็กน้อยแล้วทะลุขึ้นไปอีกครั้ง Scot1land แนะนำให้ตรวจสอบข่าวเสมอว่าการ Gap-Up นั้นมาจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น ผลประกอบการ หรือข่าวสัญญา/ยาใหม่ ไม่ใช่การซื้อกิจการ (ในอดีต Scot1land เคยนำเสนอ Fish Hook อย่างละเอียดในงานเมื่อปีที่แล้ว)

“Icarus to Atlas”: การประมูลราคาและระดับแนวรับ/แนวต้านที่ซับซ้อน
Scot1land ได้พัฒนาแนวคิดเพิ่มเติมจากการสังเกตการประมูลเพื่อนำมาปรับใช้กับการเทรด ซึ่งช่วยให้เขาสามารถเข้าซื้อได้ในจุดที่แคบลงและจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น
แนวคิดการประมูล

– ได้รับแรงบันดาลใจจากการประมูลที่ราคาเริ่มต้นสูงแต่ไม่มีคนประมูล จนราคาลดลงสู่ “Comfort Zone” (โซนที่ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะประมูล) แล้วจึงมีแรงซื้อกลับเข้ามาผลักดันราคาขึ้นไป
– ในตลาดหุ้นมีการประมูลสองส่วนพร้อมกัน: การประมูลของผู้ซื้อ (Buyer Auction) และ การประมูลของผู้ขาย (Seller Auction)


– สถานะตลาดมี 3 แบบ: Balanced Option (ราคาเคลื่อนไหวออกข้าง), Buyer Auction (ผู้ซื้อควบคุมและดันราคาขึ้น), และ Seller Auction (ผู้ขายควบคุมและดันราคาลง)
ระดับ Icarus และ Atlas
– Icarus Levels: เปรียบได้กับ “ไส้เทียน” (Wicks) ที่มียาวๆ บนแท่งเทียน แสดงถึงจุดที่ราคาพุ่งสูงขึ้นแต่กลับลงมาอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ว่าผู้ขายควบคุมการประมูลในระดับนั้น
– Atlas Levels: แสดงถึงจุดที่ราคาพบแนวรับที่แข็งแกร่ง (Demand) แม้จะมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนบ้าง แต่ราคาก็สามารถยืนอยู่ได้
การปรับปรุงประสิทธิภาพการเทรด
– การจดบันทึกการเทรด (Journaling): Scot1land บันทึกและแท็กกราฟของเขา สิ่งสำคัญคือการดูกราฟในหลายช่วงเวลาพร้อมกัน (Daily, 10-minute, Hourly, Weekly) เพื่อหาจุดเข้าที่ดีขึ้นและเข้าใจภาพรวม

– ความสำคัญของกราฟ 10 นาที: เขาใช้กราฟ 10 นาทีเป็นหลัก เพราะแสดงให้เห็นกระบวนการประมูลได้ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเปิดตลาดที่มีการพุ่งขึ้นหรือเทขายอย่างรวดเร็ว
– ไส้เทียนในช่วงเปิดตลาด: ไส้เทียนที่เกิดอย่างรวดเร็วใน 10-20 นาทีแรกของวันเทรดมักไม่สำคัญต่อแนวรับ/แนวต้าน เพราะเป็นเพียง “การสำรวจราคา” (Price Exploration) ไม่ใช่ “ราคาที่แท้จริง”
– “Time at Price” สำคัญกว่า “Volume at Price”: หากหุ้นซื้อขายในระดับราคาหนึ่งเป็นเวลานาน แสดงถึงความสำคัญของระดับนั้นมากกว่าปริมาณการซื้อขายที่ระดับนั้น
– “Consolidation Levels” (ระดับราคาที่รวมตัว) หรือ “Price Clusters” / “Ladders”: ราคาจะสร้างระดับการรวมตัวที่ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะซื้อขาย ซึ่งระดับเหล่านี้สามารถคงอยู่ได้นานหลายเดือนหรือหลายปี ราคาจะเด้งไปมาระหว่าง “ขั้นบันได” เหล่านี้ และจะถูกยอมรับหรือปฏิเสธ Scot1land เน้นว่า Moving Averages นั้นถูกให้ความสำคัญเกินจริง สำหรับการเป็นแนวรับ/แนวต้านที่แท้จริง โดยเทียบกับจุดรวมตัวของราคา

– การสร้างฐานเหนือหรือต่ำกว่าระดับราคา: การที่ราคา “Builds Above” (สร้างฐานเหนือ) ระดับที่เคยถูกปฏิเสธ บ่งชี้ว่าผู้ซื้อควบคุมการประมูลและมีแนวโน้มจะขึ้นต่อ ในทางกลับกัน หากราคาถูกปฏิเสธซ้ำๆ แสดงว่าผู้ขายยังคงควบคุมอยู่
คำแนะนำและช่วงตอบคำถาม
.
การกำหนดขนาดตำแหน่ง (Position Sizing)

– ความเสี่ยงต่อการเทรด: ไม่ควรเกิน 1% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด
– ระยะห่างจากจุด Stop: หากจุด Stop อยู่ใกล้ สามารถซื้อจำนวนหุ้นได้มากขึ้น แต่หากหุ้นเคลื่อนไหวหวือหวา ต้องลดจำนวนหุ้นลง
– สภาพคล่อง (Liquidity): หุ้นที่มีสภาพคล่องสูง เช่น Palantir หรือ Apple สามารถซื้อในขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้ เพราะมีการซื้อขายเป็นหลักเพนนี
– ความผันผวนและราคาหุ้น: หุ้นที่มีราคาต่ำกว่า $5 มักมีการเคลื่อนไหว 20% ในหนึ่งวัน ต่างจากหุ้นราคา $500 ที่หายากที่จะเคลื่อนไหวขนาดนั้น ดังนั้นต้องพิจารณาความผันผวนต่อราคา
– การเพิ่มสถานะ: หากมีกำไรอยู่แล้ว สามารถเพิ่มสถานะได้โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงเพิ่ม
.
การเทรดหุ้นที่มีความผันผวนสูง (“Wild Ones”)

– การกรองหุ้น: จัดเรียงตาม Average Daily Range (ADR) ที่สูงขึ้น และตั้งค่าแจ้งเตือน
– การจัดการ: เทรดด้วยจำนวนหุ้นที่น้อยลง และเมื่อราคาพุ่งขึ้น ให้ตั้ง Stop Loss เพื่อป้องกันกำไร (Stop to Even or Better)
.
การสแกนหาหุ้นและ “Shortlist”
– Scot1land มีรายการหุ้นที่เขาติดตามเป็นพิเศษ ซึ่งมักจะเป็นหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวแบบ Episodic Pivot (EP) หรือหุ้น IPO
– เขาจะตั้งค่าแจ้งเตือน (Alerts) ที่ระดับ Pivot ต่างๆ เพื่อดูว่าตลาดโดยรวมกำลังแข็งแกร่งขึ้นหรืออ่อนแอลง
– หุ้น IPO: Scot1land ให้ความสำคัญกับการติดตามหุ้น IPO ใหม่ๆ (เช่น CRWV, CRCL, H&G, ETOR) เพราะมีโอกาสที่จะกลายเป็นผู้นำตลาดที่แข็งแกร่งเมื่อถึงเวลา
.
การจดบันทึกและวิจัยในอดีต
– ใช้ OneNote หรือ Trading View เพื่อบันทึกและจดรายละเอียดการเทรด รวมถึงกราฟที่มีคำอธิบายประกอบ

– ความซื่อสัตย์ในการทบทวน: ต้องทบทวนอย่างซื่อสัตย์ว่าตนเองจะเทรดอย่างไรหากเจอสถานการณ์จริง และต้องพยายามหาว่ากลยุทธ์ใดในกระบวนการของเขาที่ช่วยให้จับหุ้นนั้นได้
– การทำ “การบ้าน” (Homework) ด้วยการเทรดแบบ Mental Trading (เทรดในใจ) ช่วยให้ได้รับประสบการณ์โดยไม่ต้องใช้เงินจริง

ภาวะ “Flow” และ “Imposter Syndrome”

– Scot1land ยอมรับว่าการอยู่ในภาวะ “Flow” นั้นเปราะบาง และความรู้สึกเป็น “Market Wizard” อาจเปลี่ยนเป็น “Imposter Syndrome” (ภาวะที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ) ได้ง่ายในช่วงที่ตลาดแย่
– สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลและจำไว้ว่าไม่ใช่ทุกการเทรดจะชนะ
.
การปรับปรุงกลยุทธ์ที่มีอยู่:
– แนวคิดเรื่อง Pivots (จุดหมุน) หรือ Levels (ระดับราคา) เป็นเพียง “Added Layer” (ชั้นเพิ่มเติม) ในการปรับปรุงจุดเข้าซื้อและการจัดการความเสี่ยงของกลยุทธ์ Slingshot และ Fish Hook ที่มีอยู่แล้ว
– สิ่งสำคัญคือการพิจารณาระดับเหล่านี้ “ในบริบทโดยรวม” ของกราฟรายวัน ศักยภาพของ IPO หรือปัจจัยอื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่ดูกราฟ 10 นาทีอย่างเดียว
.
ความสำคัญของระดับราคา:
– ระดับที่มี “Wicks” (ไส้เทียน) หรือ “Touches” (การแตะถึง) มากครั้ง บ่งบอกถึงความสำคัญของระดับนั้น การทะลุผ่านระดับสำคัญเหล่านี้สามารถนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็ว
.
การจัดการหุ้น Gap-Up:
มี 3 สถานการณ์สำหรับหุ้น Gap-Up:
– Icarus Level: หุ้น Gap-Up แล้วเทขายกลับอย่างรวดเร็ว (Fade)
– Straight Launch: หุ้น Gap-Up แล้วพุ่งขึ้นทันที ไม่หันกลับมามอง (พบน้อย)
– Retest of Pivot: หุ้น Gap-Up แล้วย่อตัวลงมาทดสอบระดับ Pivot เดิม ซึ่งเป็นจุดเข้าซื้อที่ Scot1land ชื่นชอบ เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อตั้งแต่เปิด Gap Scot1land เน้นว่าไม่ควรซื้อหุ้น Gap-Up แบบสุ่มสี่สุ่มห้า
.
ความอ่อนแอช่วงเปิดตลาดและการยืนหยัด: บ่อยครั้งที่หุ้นที่แสดงความอ่อนแอในช่วงเปิดตลาด (Gap Down) แต่สามารถ “Hold Tight” (ยืนหยัดอยู่ได้) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นระดับราคาที่เคยยืนอยู่ได้ในอดีต แสดงถึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่
.
Fish Hook – การเทรดในวันที่ 2 และหลังจากนั้น:
– Scot1land มองหา “Tight Intraday Range” (ช่วงการซื้อขายระหว่างวันที่แคบ) ที่หุ้นใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันแรก (ประมาณ 70%) ในการสร้างฐาน
– เขาจะซื้อเมื่อหุ้น ทะลุผ่านกรอบราคานี้ เพราะจะช่วยให้สามารถวาง Stop Loss ได้ใกล้และแม่นยำยิ่งขึ้น
– การตั้งค่าแจ้งเตือนสำหรับหุ้น Gap-Up ในวันแรกเป็นสิ่งสำคัญเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว
.
การจัดการ IPOs:
– หุ้น IPO ในช่วงแรกอาจมีความผันผวนสูงมาก (Whippy) เนื่องจากปริมาณการซื้อขายยังไม่มากพอ จำเป็นต้องสังเกตให้แน่ใจว่ามี Demand (แรงซื้อ) ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การปั่นราคา
ข้อคิดสำคัญสุดท้าย:
– ดูกราฟในหลายช่วงเวลา: การพิจารณากราฟในหลายช่วงเวลาพร้อมกัน (Multiple Timeframes) จะช่วยให้เข้าใจตลาดได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
– มองตลาดเป็นกระบวนการประมูล: พยายามทำความเข้าใจว่าในแต่ละช่วงเวลา ผู้ซื้อหรือผู้ขายเป็นผู้ควบคุมการประมูล
– ปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง: Scot1land แนะนำให้ทบทวนประสิทธิภาพการเทรดของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อระบุสิ่งที่ดีและสิ่งที่ต้องปรับปรุง และมุ่งเน้นการพัฒนาทีละอย่าง ไม่ใช่ทั้งหมดในคราวเดียว
Source : https://www.youtube.com/live/vFTvNcxcyzY?si=gkLBEUOhBgUZGWPW


Leave a comment