Marios Stamatoudis พูดเกี่ยวหัวข้อ “Mastering your trading foundation: Thinking like an engineer” เขาบอกว่าปัญหาในการเทรดส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจิตวิทยา การแก้แค้น การกลัวพลาด (FOMO) การไล่ราคาหุ้น หรือการไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ ล้วนมีรากฐานมาจาก “พื้นฐาน” ที่เราเลือกสร้างขึ้นมา การคิดแบบวิศวกรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความชัดเจนและขจัดปัญหาในการเทรดได้

พื้นฐานการเทรดคืออะไร?

คุณ Marios เปรียบเทียบพื้นฐานการเทรดเหมือนกับ “เครื่องยนต์” (Engine) ที่ประกอบขึ้นจากส่วนต่าง ๆ ของระบบการเทรดทั้งหมดของเรา โดยส่วนหลักของพื้นฐานนี้ประกอบด้วย

– ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตลาด (Basic knowledge about the markets)

โครงสร้างและปรัชญาของตลาด (Market structure and philosophy)

รูปแบบการเทรด (Setups)

– หลักการจัดการความเสี่ยง (Math behind risk management and principles)

การเตรียมตัวและการศึกษา (Preparation and studying)

กลยุทธ์การเข้าและออก (Entry and selling tactics)

เทคนิคเพื่อประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น (Techniques for more enhanced performance)

ทุกส่วนเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว ซึ่งจะหล่อหลอมตัวตน พฤติกรรม และกำหนดผลลัพธ์ของการเทรดของเรา

คุณสมบัติที่สำคัญของ “เครื่องยนต์การเทรด” (Trading Engine)

คุณ Marios เน้นย้ำว่าเครื่องยนต์การเทรด ไม่ใช่แค่ต้อง “ทำงานได้” เท่านั้น แต่ยังต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติมอีกเพื่อให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว:

1. เครื่องยนต์ต้อง “ทำงานได้” (Must Work)

หมายความว่า ทุกส่วนประกอบข้างต้นต้องมีอยู่ครบถ้วนและมั่นคง หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งขาดหายไป ไม่มั่นคง หรือทำงานไม่สอดคล้องกัน เครื่องยนต์ก็จะไม่ทำงาน หรืออาจจะพังลงในเวลาอันสั้น

ตัวอย่างของส่วนที่มักจะขาดหายไป ได้แก่ กลยุทธ์การขายที่, การเตรียมตัว หรือความเข้าใจในหลักความน่าจะเป็นและการจัดการความเสี่ยง

2. เครื่องยนต์ต้อง “ทนทานต่อความเครียดและสภาพแวดล้อมที่รุนแรง” (Must Tolerate Stress and Harsh Environments)

ตลาดเปรียบเสมือนสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย “แผ่นดินไหวและพายุเฮอริเคน” ที่ทดสอบความแข็งแกร่งของพื้นฐานเราอยู่ตลอดเวลา

เครื่องยนต์ที่ทนทานประกอบไปด้วยความต้องการหลายส่วน คือ

ความต้องการที่ 1: การปรับชิ้นส่วนให้ทำงานเข้ากันได้ (Perfect Alignment)

ชิ้นส่วนทั้งหมดต้องเข้ากันได้อย่างลงตัวและจัดเรียงอย่างถูกต้อง ปัญหาเกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อเทรดเดอร์นำรูปแบบการเทรดจากหนังสือเล่มหนึ่ง, วิธีจัดการความเสี่ยงจากอีกแหล่งหนึ่ง, และเครื่องมือสแกนจากอีกคนหนึ่งมารวมกัน โดยไม่มีการปรับให้เข้ากัน

ตัวอย่าง: หากปรัชญาการเทรดของคุณคือการจับ Momentum หุ้นครั้งใหญ่ ซึ่งมี winrate ต่ำ และ Stoploss ที่แคบ (tight stops) แต่คุณดันมีกฎการขายที่ให้ขายหุ้นส่วนใหญ่หลังจากถือ 2-3 วัน

นี่คือ พื้นฐานที่ไม่สอดคล้องกัน (misaligned foundation) ทุกส่วนต้องสอดคล้องกันและสนับสนุนเป้าหมายโดยรวม

ความต้องการที่ 2: การสร้างความเชื่อต่อเครื่องยนต์ของเรา (Strong Bonds): ความเชื่อเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นในระดับบุคคลเท่านั้นและต้องอาศัยการทำงานหนัก

หมายถึงการ เชื่อมั่นในพื้นฐานของคุณ ขจัดข้อสงสัย และตอบคำถาม “ทำไม” สำหรับการตัดสินใจและทุกการกระทำของคุณ (เช่น ทำไมถึงเทรดแบบโมเมนตัม? ทำไมถึงใช้ตัวกรองเฉพาะนี้? ทำไมถึงใช้จุดตัดขาดทุนที่แคบ?)

ไม่ใช่แค่การคัดลอกและวาง (copy and paste) เท่านั้น แต่เป็นการ “คัดลอก ตรวจสอบ จัดเรียง ปรับแต่ง วาง และจึงเริ่มดำเนินการ” (copy, verify, align, adjust, paste, and then operate) จะช่วยป้องกันไม่ให้คุณหลงทางหรือสไตล์เปลี่ยนไปเมื่อตลาดมีความผันผวน

3. เครื่องยนต์ต้อง “ไม่ร้อนจัดและไม่พัง” (Must Not Overheat and Fail)

การที่เครื่องยนต์ร้อนจัดหมายถึงการผลักดันระบบการเทรดของคุณเกินขีดจำกัดโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ “ความคาดหวัง” (expectancy) และ “ขีดความสามารถสูงสุด” (maximum capacity) ของตัวเอง

คำถามเกี่ยวกับความคาดหวัง: คุณสามารถยอมรับการขาดทุนติดต่อกันกี่ครั้งในแต่ละเดือน? คุณควรคาดหวังความผันผวนเท่าไหร่ในแต่ละช่วงเวลา? โอกาสที่จะขาดทุนติดต่อกันสองสามเดือนเป็นอย่างไร?

คำถามเกี่ยวกับขีดความสามารถ: สถิติการเทรดที่ดีที่สุดของคุณสามารถสร้างผลตอบแทนสามหลักได้จริงหรือไม่ในสถานการณ์ตลาดที่เป็นจริง?

การไม่รู้สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความผิดหวัง การเพิ่มความเสี่ยง/ความถี่ การบิดเบือนกฎ ไม่ทำตามแผนที่วางไว้

เป้าหมายของคุณต้องสอดคล้องกับขีดความสามารถที่แท้จริงของระบบคุณ หากขีดความสามารถต่ำกว่าเป้าหมาย ก็ควรปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ แทนที่จะผลักดันเกินขีดจำกัด

การยอมรับ “สภาวะปกติ” (normalities) ของระบบคุณ จะสร้างกรอบความคิดที่ดีที่สุด ความผันผวนทางอารมณ์ครั้งใหญ่เกิดจากความประหลาดใจ ไม่ใช่อารมณ์โดยตัวมันเอง

4. เครื่องยนต์ต้อง “ได้รับการปรับให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเต็มที่” (Must Be Fully Optimized and Efficient)

มุ่งเน้นปรับส่วนที่มีผลกระทบสูง (High-Impact Parts) ชิ้นส่วนบางชิ้นมีส่วนช่วยให้ประสิทธิภาพและการทำงานดีขึ้นมากกว่าชิ้นส่วนอื่น ๆ เทรดเดอร์จำนวนมากมักให้ความสำคัญกับการปรับปรุงชิ้นส่วนที่มีผลกระทบต่ำ

ตัวอย่างของส่วนที่มีผลกระทบสูง (สำหรับสไตล์การเทรดที่เน้นโอกาสที่ไม่สมมาตร (asymmetrical opportunities) และหุ้นที่โดดเด่น (outliers))

1) โครงสร้างของตลาด (Market Structure & Phenomena) vs. รูปแบบการตั้งค่าการเทรด (Setups) >> การเข้าใจธีมตลาด ข่าว Catalyst และการสร้างกลุ่มหุ้นที่จะติดตามที่มีโวลุ่ม (dynamic universe) สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการเชี่ยวชาญเพียงรูปแบบการตั้งค่าการเทรดเพียงอย่างเดียว

การศึกษาตัวอย่างหุ้น (Case Study): หุ้นเช่น AS, Rocket Lab, Lunar, Planet Labs, Nuclear names, Quantum Computing, Battery names คุณ Marios อธิบายว่าการระบุธีมที่กำลังเติบโตและปัจจัยหนุน (tailwinds) และแม้แต่การซื้อแบบสุ่มในธีมที่แข็งแกร่ง ก็ยังให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้รูปแบบการเทรดที่สมบูรณ์แบบเพียงอย่างเดียว

2) ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม (Optimal Risk Zones) vs. การรับรู้ภาวะตลาดโดยรวม (Market Breadth): การเข้าใจหลักการจัดการความเสี่ยงหลักมีความสำคัญกว่าการปรับความเสี่ยงตามการรับรู้ภาวะตลาด การรับรู้ภาวะตลาดเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการความเสี่ยง แต่ความเข้าใจหลักการพื้นฐานต้องมาก่อน

ปัญหาการเทรด

ปัญหาในการเทรดส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขาดทุน การเปลี่ยนสไตล์การเทรด การไม่บรรลุเป้าหมาย การเทรดแก้แค้น หรือการไล่ราคาหุ้น ล้วนมีสาเหตุมาจากปัจจัยเหล่านี้

เครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ (incomplete engine)

ชิ้นส่วนไม่สอดคล้องกัน (misaligned parts)

ความเชื่อมั่นอ่อนแอ (weak bonds) (มีข้อสงสัย, คำถาม “ทำไม” ที่ไม่ได้รับคำตอบ)

ไม่รู้ความคาดหวังของระบบ (unknown expectancy) (ประหลาดใจกับผลลัพธ์ปกติของระบบ)

ไม่รู้ขีดความสามารถของระบบ (unknown capacity) (เป้าหมายไม่สอดคล้องกับผลตอบแทนที่เป็นจริง)

การมุ่งเน้นผิดจุด (misplaced focus) (ปรับปรุงส่วนที่มีผลกระทบต่ำเกินไป)

เปลี่ยนความคิดสู่ “วิศวกร”

คุณ Marios สรุปว่า เมื่อเริ่มต้น เราทุกคนต่างเป็น “ผู้ปฏิบัติการ” (operators) ที่ได้รับเครื่องยนต์และพื้นฐานที่ไม่สมบูรณ์ แล้วก็นำชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ไม่เข้ากันมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามคาด เราก็ไม่รู้จะแก้ไขอะไร หรือไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไร และเป้าหมายก็เป็นเพียงความฝันมากกว่าความเป็นจริง

– ผู้ปฏิบัติการ มองเครื่องยนต์แล้วเห็นแต่ความซับซ้อน

– แต่วิศวกร จะเข้าใจและควบคุมมัน

– การเป็นวิศวกรต้องอาศัย จรรยาบรรณในการทำงาน (work ethic) และ การเปลี่ยนกรอบความคิด (mindset shift)

– มุ่งเน้นไปที่ความรู้ที่คุณมีอยู่แล้ว พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เชื่อมั่นในตนเอง และเพิ่มมิติการคิดอีกขั้น

– สิ่งนี้จะนำไปสู่ความชัดเจน ความมั่นใจ และช่วยให้คุณทำผลงานได้ดีกว่าตลาดและผู้ปฏิบัติการคนอื่น ๆ

คำแนะนำสำหรับการระบุจุดอ่อนและการพัฒนา

คุณ Marios ให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการค้นหาและแก้ไขจุดอ่อนของพื้นฐานการเทรด

– การเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนั้นง่ายกว่ามาก เพราะคุณรู้ว่าคุณต้องการอะไร เช่น รูปแบบการเทรด, กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง หรือความเข้าใจโครงสร้างตลาด

– แต่การจัดเรียงให้เข้ากันและมีความเชื่อที่แข็งแกร่งนั้นต้องอาศัยการตั้งคำถาม “ทำไม” ในทุก ๆ ส่วน

– พิจารณาเวลาที่คุณมี, เป้าหมายของคุณ, และสไตล์การเทรดที่เข้ากับบุคลิกของคุณ

– แบ่งส่วนต่าง ๆ ของพื้นฐานออกเป็นส่วนย่อย ๆ และถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงทำสิ่งนี้?” เป็นเพราะฉันพบว่ามันมีประสิทธิภาพที่สุด หรือเพราะฉันเห็นคนอื่นทำสำเร็จ?

ค้นคว้าและตรวจสอบ (Research and verify) สิ่งที่คุณนำมาใช้

Source : https://www.youtube.com/live/vFTvNcxcyzY?si=gkLBEUOhBgUZGWPW

Leave a comment

Quote of the week

"People ask me what I do in the winter when there's no baseball. I'll tell you what I do. I stare out the window and wait for spring."

~ Rogers Hornsby